บทที่ 4 สวรรค์กำหนด 3

สามวันต่อมา

“ชีวิตกูเนอะ สามวันก่อนอยู่ปารีส วันนี้อยู่มิลาน มะรืนไปเวนิส อยู่ที่นั่นสี่วันถึงจะกลับโรม ชีพจรลงเท้าจริงๆ เลยกู” มาร์เซลโล่บ่นกับนิคโกโล

“มันก็เรื่องงานทั้งนั้น เคลียร์ๆ ให้มันเสร็จ เราจะได้ไปเมืองไทยอย่างสบายใจ กูอยากไปหาลูกเมียใจจะขาดแล้ว”

“กูก็อยากไปเมืองไทยเหมือนกัน ถือว่าพักผ่อน เครียดชิป” นิคโกโลพอเข้าใจความเครียดของมาร์เซลโล่ ชายหนุ่มตบบ่าเพื่อนเบาๆ

“เอาน่า ไม่แน่นะ มึงไปเมืองไทยคราวนี้ อาจได้เมียเป็นคนไทย ใช้ชีวิตอยู่จนแก่ก็ได้”

“เหอะ กูยังจัดการเรื่องหย่าไม่ได้เลย แล้วจะมีเมียใหม่ได้ไง พูดถึงเรื่องนี้แล้วกลุ้ม ไปเดินเล่นดีกว่า อยู่กับมึงแล้วยิ่งเครียด” ร่างสูงใหญ่ลุกเดินออกจากห้อง ไปเดินเล่นสักครึ่งชั่วโมง ให้สบายใจแล้วค่อยกลับโรงแรม

.....................................

ถึงจัตุรัสดูโอโมจะอยู่ใกล้โรงแรมแค่เอื้อม แต่มาร์เซลโล่กลับเดินทอดถอนใจอย่างคนหมดอารมณ์ ความงามละเมียดละไมของสถาปัตยกรรมเก่าแก่หลายร้อยปีตรงหน้า ไร้ความหมายสำหรับคนกำลังเซ็งสุดขีดอย่างเขาโดยสิ้นเชิง มองไปทางไหนไม่เจริญหูเจริญตา แม้ว่าผู้คนจะเยอะ กับการมาท่องเที่ยวที่นี่ ราวกับว่า มาร์เซลโล่กำลังมองหา บางอย่างที่อาจทำให้อารมณ์เขาแปรเปลี่ยน

“ทำไมมันเซ็งอย่างนี้วะ” มาร์เซลโล่บ่นกับตัวเอง มองดูจัตุรัสพรางถอนหายใจ

“คุณคะ คุณ” มาร์เซลโล่หันมองต้นเสียงทางด้านหลัง เขาย่นคิ้วสงสัยเพราะคุ้นหน้าสตรีคนนี้ แต่นึกไม่ออก

“ครับ”

“รบกวนช่วยถ่ายรูปให้ฉันกับเพื่อนได้มั้ยคะ” เจเน็ตยื่นกล้องถ่ายรูปให้มาร์เซลโล่ “พอดีว่า ถ่ายเซลฟี่แล้วมันไม่สวยน่ะค่ะ”

“อ๋อ ได้ครับ”

“ขอบคุณค่ะ” เจเน็ตกล่าวเสียงหวาน “ลินท์ มาถ่ายรูปกัน”

เพียงแค่ได้ยินชื่อเล่นนั้น ใจมาร์เซลโล่เต้นรัวแรง เขาหันควับไปมองตามเสียง และทันทีที่เห็นใบหน้านั้นชัดๆ หัวใจเขายิ่งสูบฉีดหนักกว่าเดิม ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอเธอในสถานที่แบบนี้

อินทิยายิ้มหวานให้เจเน็ต ก่อนเธอเดินมาสมทบ

“คุณนั่นเอง ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณที่นี่” มาร์เซลโล่ทักก่อน เขายิ้มให้สาวถูกใจ

“รู้จักกันเขาเหรอลินท์” เจเน็ตถามเพื่อน

“เราเคยเจอกันที่สนามบินปารีสไง ที่ฉันเคยเล่าให้ฟังว่า ช่วยจับหัวขโมยไง”

“อ๋อ โลกกลมจังเลยค่ะ” เจเน็ตยื่นมือไปตรงหน้า “ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการค่ะ ฉันชื่อเจเน็ต ส่วนเพื่อนฉันชื่อลินท์ค่ะ”

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ เจเน็ต ลินท์” สายตาผู้พูดไม่ละจากดวงหน้าหวานของอินทิยา เขาจับมือเจเน็ตเสร็จ ก็ยื่นมาจับมืออินทายา มองสบตาเธอ “ผมชื่อมาร์ซครับ”

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะคุณมาร์ซ” สองนัยน์ตาสบกันอีกครั้ง ใบหน้าทั้งคู่เกิดรอยยิ้มแห่งมิตรไมตรี

“ถ่ายรูปให้เราสองคนหน่อยนะคะคุณมาร์ซ” เสียงเจเน็ตดังทำลายความรู้สึกบางอย่าง ที่เข้าทักทอในหัวใจมาร์เซลโล่กับอินทิยาให้หยุดระงับชั่วคราว เจเน็ตจูงมือเพื่อนไปยืนโพสต์ถ่ายรูปใกล้กับจัตุรัส ทั้งสองเป็นนางแบบชั่วคราวให้ช่างถ่ายรูปจำเป็น บันทึกภาพความประทับใจไว้หลายภาพ

มาร์เซลโล่ใช้โอกาสที่นำกล้องถ่ายรูปคืนให้เจ้าของ สองสาวดูรูปที่เขาถ่ายไว้ให้ด้วยรอยยิ้ม เพราะเขาถ่ายสวยทุกรูป ชายหนุ่มหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋า และทำบางอย่าง

“ผมขอถ่ายเซลฟี่กับคุณสองคนได้มั้ยครับ”

“ได้ค่ะ” เจเน็ตตอบทันที มาร์เซลโล่ยืนตรงกลาง มีสองสาวยืนขนาบข้าง ก่อนเขาจัดการบันทึกภาพไว้ในมือถือหลายภาพ

“คุณลินท์ยิ้มสวยจังครับ ผมขอถ่ายรูปเดี่ยวของคุณได้มั้ยครับ” อินทิยามองหน้าผู้ขอ แก้มทั้งสองข้างร้อนผ่าว ประกายตาคู่นั้นทำเอาใจสาวสั่นไหว

“ค่ะ ได้ค่ะ” อินทิยายิ้มโพสท่าให้ตากล้องจำเป็น ขณะมาร์เซลโล่เก็บภาพคนโปรดลงจอ ทว่าชื่อสายเรียกเข้าบนมือถือกลับสอดแทรกเข้ามาคั่นเวลาของเขาและเธอ มาร์เซลโล่จำต้องหยุดการถ่ายภาพ แต่ไม่ได้รับสาย เขาปัดมันทิ้งไปราวกับว่า ไม่ต้องการคุยด้วย

“คุณสองคนจะ...”

“คุณมาร์ซ” เสียงนี้ดังขัดเสียงมาร์เซลโล่ ที่กำลังชักชวนสองสาวไปเที่ยวด้วยกัน คนถูกเรียกหันไปมองต้นเสียง “ไม่คิดนะครับว่าจะได้เจอคุณมาร์ซที่นี่”

“ครับ คุณอลันมาเที่ยวหรือติดต่องานครับ” มาร์เซลโล่จำต้องทักทายอลัน ผู้ร่วมลงทุน สองสาวเห็นว่าเขาติดสนทนา ทั้งสองจึงเดินเลี่ยงไปเที่ยวชมเมืองต่อไป แต่ก่อนจากอินทิยาส่งยิ้มให้มาร์เซลโล่ ที่อยากตามเธอไป มากกว่ายืนคุยกับอลัน

มาร์เซลโล่หวังว่า พรหมลิขิตนำพาให้ตนได้พบกับอินทิยาอีกครั้ง...

......................

ใบหน้าร้อนผ่าวของอินทิยายังไม่ทันได้คลายความเห่อแดง หัวใจดวงน้อยรัวระทึกด้วยจังหวะที่ยากจะควบคุม ผลจากการได้พบกับ ‘มาร์เซลโล่’ โดยบังเอิญอีกครั้งเมื่อครู่นี้ นัยน์ตาสีฟ้าคู่งามทรงเสน่ห์ลึกล้ำคู่นั้นยังคงมีอิทธิพลกระตุกหัวใจเธอให้ไหวหวั่นได้เสมอ

ทว่ามันก็เป็นเพียงความรู้สึกวูบวาบชั่วคราว เมื่อภาพความทรงจำเกี่ยวกับความเจ็บปวดจากการถูกทรยศหักหลังในอดีตผุดขึ้นมา รอยแผลเป็นที่เคยบอบช้ำสั่งให้เธอต้องดึงตัวเองกลับสู่ความเป็นจริง อินทิยาตัดสินใจสะกดกั้นทุกความรู้สึกที่กำลังเริ่มก่อตัว พลางลั่นดาลปิดตายหัวใจของตัวเองลงอีกครั้งทันที

“แหมแก หน้ายังแดงอยู่เลย ปิ๊งคุณมาร์ซล่ะสิ” เจเน็ตแซว มองเพื่อนสนิทแล้วยิ้มกรุ่มกริ่ม ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ความร้อนบนใบหน้าของอินทิยาพุ่งสูงขึ้นไปอีกอย่างห้ามไม่ได้

“แดงเดิงที่ไหนกัน ไม่แดงสักหน่อย” อินทิยารีบปฏิเสธเสียงสูง

“เอากระจกส่องหน้าตัวเองหน่อยมั้ย จะได้รู้ไงว่า หน้าแกน่ะแดงแค่ไหน”

“ไม่ต้องเลย ไปเที่ยวกันต่อดีกว่า”

“ฉันว่านะ คุณมาร์ซเขาสนใจแกเหมือนกันแหละ ดูสายตาเวลาเขามองแกสิ หวานเชื่อมซะขนาดนั้น” เจเน็ตยังคงเย้าแหย่ไม่เลิก ซึ่งก็เรียกเลือดลมให้สูบฉีดขึ้นบนใบหน้าของอินทิยาได้ทันตาเห็น

“แกก็พูดเกินไป เขาจะมาสนใจอะไรคนอย่างฉันกัน อีกอย่างเราเพิ่งเจอกันแค่ครั้งสองครั้งเอง ตัดสินอะไรไม่ได้หรอก แล้วก็นะ สายตาแบบนั้นเขาอาจจะใช้มองผู้หญิงทุกคนเป็นปกติอยู่แล้วก็ได้” อินทิยาพยายามหาเหตุผลมาแก้ต่างยกใหญ่ หวังจะกลบเกลื่อนความประหม่าและปกปิดความรู้สึกข้างในที่เริ่มจะปั่นป่วนขึ้นมาอีกรอบ “ไป ไปเที่ยวกันต่อได้แล้ว ยังมีอีกหลายที่นะที่เราต้องไปน่ะ”

เจเน็ตไม่ว่าอะไรต่อ คล้อยไปกับวาจาของเพื่อนที่ว่า เขามองผู้หญิงด้วยสายตาแบบนี้ เพื่อหลอกล่อให้สตรีติดกับ ทั้งสองไปเที่ยวกันตามโปรแกรมที่วางไว้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป